พิมพ์หน้านี้ | Close Window

พระเทวทัต

Printed From: วัดเกาะ.คอม
หมวดหมู่: ศาสนธรรม
ชื่อ บอร์ด: นิทานธรรมะบันเทิง
คำอธิบาย บอร์ด: เรื่องเล่า แทรกสาระธรรม
URL: http://www.watkoh.com/kratoo//forum_posts.asp?TID=2368
Printed Date: 01 พ.ย. 2014 เวลา 14:56
Software Version: Web Wiz Forums Dhamma - http://www.webwizforums.com


หัวข้อ: พระเทวทัต
โพสต์โดย: *ดาว
หัวข้อ: พระเทวทัต
วันที่โพสต์: 29 ก.ย. 2007 เวลา 08:00
พระเทวทัต

Admin

จากหนังสือธรรมะเอกเขนก (ขวัญ เพียงหทัย)

 

คุณตาพาหลานๆ ไปเที่ยวชายทะเล ตอนเย็นๆ เด็กๆ ออกไปวิ่งเล่นตามชายหาดกันอย่างสนุกสนาน คุณตานั่งคอยอยู่ที่เก้าอี้ผ้าใบ พอพวกเด็กๆ เหนื่อยกันแล้วจึงวิ่งกลับมานั่งแปะลงรอบๆ คุณตา พลางเล่าให้คุณตาฟังว่า ตรงโขดหินโน้นมีพี่ๆ เขานั่งวาดรูปทะเลกัน

“หนุงหนิงอยากวาดรูปเป็นมั่งจังค่ะ คุณตา” หลานสาวตุ้ยนุ้ยหน้าตาน่ารักฉอเลาะ เด็กชายพะโล้ซึ่งตัวอ้วนกลม ทำท่ากางแขนชูขึ้น

“พะโล้จะวาดรูปปีศาจทะเล”

ดอกรักผลักพะโล้ลงไปนอน “วาดรูปปลาพะยูนดีกว่ามั้ง จะได้มีตัวอย่างดู”

“เออใช่” ว่าวลอยหัวเราะ “ดูตัวเองไปก็วาดไป”

พะโล้เถียงว่า “ถ้าไม่มีปีศาจ ก็ไม่มีพระเอกหรอกจริงมั้ย สโนว์ไวท์ไม่มีแม่มด แล้วใครจะสงสารสโนว์ไวท์ ถ้าไม่มีโจ๊กเกอร์ แล้วแบทแมนจะทำอะไร ตกงานซี ผู้ร้ายทำให้หนังสนุก”

“ใช่” ลูกแก้วเห็นด้วย “ยิ่งพะโล้เป็นผู้ร้าย ยิ่งสนุกใหญ่เลย”

พะโล้กลิ้งตัวไปทับลูกแก้วไว้ แล้วบอกลูกแก้วว่า

“ลุกไปหาใครมาช่วยซิ”

“คุณตาขา” หนุงหนิงเลิกสนใจ หันมาหาคุณตา “ในนิทานของคุณตา มีใครเป็นผู้ร้ายมั้ยคะ” หนุงหนิงหมายถึงนิทานชาดกที่คุณตาเล่าให้ฟังบ่อยๆ คุณตาตอบว่า

“ก็มีเหมือนกัน ที่โด่งดังคนหนึ่งก็คือ พระเทวทัต”

“คุณตาเล่าซีคะ” หนุงหนิงออดอ้อน คุณตาจึงเล่าว่า

“พระเทวทัตความจริงก็เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าเป็นพี่ชายของพระนางพิมพา พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าสมัยที่ยังไม่บวชนั่นเอง ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ มีเจ้าชายออกบวชตามท่านเยอะแยะเลย มีแค่ ๖ องค์เท่านั้นที่ไม่ได้ออกบวชตาม คือภัททิยกุมาร อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ แล้วก็เทวทัต

ใครๆ ก็เลยนินทากันว่า สงสัย ๖ องค์นี้จะไม่ใช่ญาติมั้งถึงได้ไม่บวชน่ะ ตอนหลัง ๖ องค์นี้ก็เลยออกบวชตามไปด้วย ตอนไปก็มีพี่เลี้ยงคนหนึ่งตามไปด้วย ชื่อ อุบาลี เจ้าชายทั้ง ๖ องค์ พอเปลี่ยนชุดก็ถอดพวกเครื่องทองเครื่องประดับ บอกให้อุบาลีนำกลับไปวัง แต่อุบาลีกลัวจะถูกหาว่าทำร้ายพวกเจ้าชายชิงทรัพย์สินมา ก็ไม่กล้ากลับวัง เลยเอาของทั้งหมดแขวนไว้บนต้นไม้ แล้วพูดว่า ใครอยากได้ก็จงเอาไป”

“พะโล้อยากได้” พะโล้พูดเสียงอ้วนยานคาง พวกเด็กๆ พากันหัวเราะพะโล้

“แล้วอุบาลีก็เลยตามไปบวชด้วย เจ้าชายทั้ง ๖ ก็เลยขอพระพุทธเจ้าว่าให้อุบาลีบวชก่อน เพราะอุบาลีรับใช้มานาน ถ้าบวชก่อน พวกเจ้าชายจะได้ไหว้อุบาลี”

“ทำไมล่ะคะ คุณตาขา” หนุงหนิงไม่เข้าใจ คุณตาอธิบายว่า

“เพราะพระวินัยบอกว่า คนที่บวชทีหลัง ต้องไหว้คนที่บวชก่อน แม้จะบวชก่อนเพียงวันเดียวก็ตาม จะมาถือยศถือศักดิ์ตามสมัยที่ยังไม่บวชน่ะไม่ได้”

“อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ” หนุงหนิงพยักหน้า คุณตาเล่าเรื่องต่อไปว่า

“เจ้าชาย ๖ องค์นั้น พระภัททิยะ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในพรรษานั้นเอง พระอนุรุทธะได้ตาทิพย์ ต่อมา ได้ฟังมหาปุริสวิตักสูตร ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ส่วนพระภคุและพระกิมพิละเจริญวิปัสสนา แล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วย พระอานนท์บรรลุโสดาปัตติผล แต่พระเทวทัตได้ฤทธิ์ ทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดาอยู่”

พะโล้ทำท่าเหาะ ดอกรักจี้เอวให้หัวเราะ

“ต่อมา พระพุทธเจ้าเสด็จไปโกสัมพี ประชาชนก็เลื่อมใสมาก เอาข้าวของเครื่องใช้มาถวายสักการะ ใครๆ ก็ถามถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ไหน พระสารีบุตรอยู่ไหน ถามถึงทุกองค์นั่นแหละ ยกเว้นพระเทวทัตไม่มีใครถามถึงเลย”

พะโล้ร่วงลงมานอนหงาย ว่าวลอยปีนขึ้นไปนั่งทับไว้ พะโล้บ่นว่ากระดูกตำท้อง

“พระเทวทัตก็เสียใจมาก อยากจะหาคนมาอุปัฏฐากดูแลตัวเอง ก็เห็นพระเจ้าอชาตศัตรูยังหนุ่มอยู่ ยังไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ เลยแปลงกายเป็นเด็กน้อย...”

พะโล้ลุกพรวดพราดขึ้นมา ว่าวลอยหงายหลังหล่นตุ๊บลงมาบนพื้นทราย พะโล้ทำท่าไอ้มดแดง

“เด็กน้อยนี่มีงูพันมือพันเท้าพันคอ งูอีกตัวอยู่บนหัว อีกตัวพาดบ่า เหาะลงมานั่งบนตักอชาตศัตรู”

ดอกรักโยนผ้าขนหนูผืนใหญ่คลุมตัวพะโล้ แล้วฉุดชายผ้าคนละข้างกับลูกแก้ว

“พออชาตศัตรูกลัว ถามว่าท่านเป็นใคร พระเทวทัตจึงกลับร่างเป็นภิกษุตามเดิม บอกอาตมาคือพระเทวทัต”

พะโล้ทิ้งผ้าขนหนู นั่งขัดสมาธิ ทำท่าเคร่งขรึม

“อชาตศัตรูก็ดูแลอุปัฏฐากพระเทวทัต แต่ต่อมา พระเทวทัตอยากมีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ พอคิดว่าจะปกครองคณะสงฆ์เท่านั้นเอง ฤทธิ์ที่มีอยู่ก็เสื่อมไปหมดเลย”

“เพราะคิดไม่ดีใช่มั้ยคะ คุณตา” หนุงหนิงเดา

“ถูกแล้ว หนุงหนิง ฤทธิ์ไม่อยู่กับคนที่คิดไม่ดี พอพระพุทธเจ้าเสด็จมาราชคฤห์ อยู่ที่วัดเวฬุวัน พระเทวทัตก็ไปเฝ้า กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าทรงแก่มากแล้ว ขอให้อยู่สบายๆ เถอะ พระเทวทัตจะปกครองสงฆ์เอง

พระพุทธเจ้าไม่ยอม ตรัสว่า ให้พระเทวทัตทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ก่อนเถอะ คือให้บำเพ็ญเพียรของตัวเองให้ดี เพราะพระเทวทัตยังไม่ได้บรรลุอะไร ยังเป็นปุถุชนอยู่เลย แต่เขาก็ยังอ้อนวอนหลายครั้ง พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า

ดูก่อนเทวทัต เธอพอใจติดอยู่ในลาภ ชื่อเสียง ถูกลาภครอบงำ ลาภนี่เหมือนน้ำลายที่พระอริยเจ้าทั้งหลายถ่มทิ้งแล้ว แต่เธอยังติดใจในลาภ สมควรหรือ พระเทวทัตไม่พอใจมาก เลยผูกอาฆาตพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก แล้วก็จากไป”

ดอกรักกับว่าวลอยผลักพะโล้ออกไป พลางไล่ชู่ว์ ชู่ว์ พะโล้กลิ้งออกไปไกล จนทรายติดตัวขาวไปหมด พะโล้ลุกขึ้นสะบัดๆ แล้วเดินกลับมานั่งที่เดิม

พี่เลี้ยงถือถาดขนมมาวาง เด็กๆ เฮกันใหญ่ แย่งกันกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย หนุงหนิงป้อนคุณตาคำหนึ่ง คุณตาเล่าต่อไปว่า

“พระเทวทัตก็คอยทำอะไรๆ ให้พระสงฆ์เสื่อมเสียอยู่เรื่อยๆ พระพุทธเจ้าจึงประกาศว่า ต่อไปนี้ พระเทวทัตทำอะไร ไม่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ ขอให้ประชาชนรับทราบตามนี้”

ดอกแก้วลุกขึ้นยืนประกาศ ชี้มือไปยังพะโล้ แล้วพูดทวนคำพูดของคุณตาจนจบ พะโล้หงายท้องตึง คุณตารอให้หลานเล่นจบแล้ว ก็เล่าต่อไป

          “พระเทวทัตเลยไปยุยงพระเจ้าอชาตศัตรูให้ปลงพระชนม์พระบิดาคือยุให้ฆ่าพ่อซะ แล้วตัวเองจะฆ่าพระพุทธเจ้าด้วย พระเจ้าอชาตศัตรูก็ไปฆ่าพ่อ แล้วตั้งตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์

พระเทวทัตขอคนแม่นธนูจากพระเจ้าอชาตศัตรูมายิงพระพุทธเจ้า แต่ส่งไปยิงเท่าไหร่ก็ไปเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าหมด ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันหมดเลย พระเทวทัตให้คนอื่นฆ่าไม่สำเร็จ ก็เลยจะทำเอง ขึ้นไปบนภูเขาคิชฌกูฏ แล้วผลักก้อนหินลงมา ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไป หินก็ค้างอยู่ที่ซอกเขา มีแค่สะเก็ดเล็กๆ มาโดนพระบาทห้อพระโลหิต แต่หมอชีวก หมอประจำองค์พระพุทธเจ้าก็รักษาหายวันรุ่งขึ้น”

“โอ้โฮ เก่งจังนะคะคุณตา” หนุงหนิงผู้ดื่มด่ำกับการฟังร้องชื่นชม ในขณะที่ข้างหลัง ดอกรักกับว่าวลอยกำลังลงโทษพะโล้แทนพระเทวทัตอยู่อุตลุด โดยมีลูกแก้วเป็นกรรมการ

“พระเทวทัตขอให้พระเจ้าอชาตศัตรู ปล่อยช้างนา-ฬาคิรีมาทำร้ายพระพุทธเจ้าอีก แต่พระพุทธเจ้าแผ่เมตตาออกไป ช้างก็หมอบลง ไม่ทำร้ายพระพุทธเจ้า

เรื่องต่างๆ พวกนี้ที่พระเทวทัตทำ ใครๆ ก็รู้ ประชาชนก็มองว่าทำไมพระราชาคบคนชั่ว พระเจ้าอชาตศัตรูชักกลัวบัลลังก์ไม่มั่นคง เพราะประชาชนจะไม่รักพระองค์ เลยเลิกคบกับพระเทวทัต”

พะโล้โดนไล่อีก ชู่ว์ ชู่ว์ แต่คราวนี้พะโล้ไม่หนีไป นั่งลงเฉยๆ




 




ตอบกลับ:
โพสต์โดย: *ดาว
วันที่โพสต์: 29 ก.ย. 2007 เวลา 08:06

“พระเทวทัต ไม่มีใครดูแลแล้ว ประชาชนก็ไม่ใส่บาตร เลยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขอ ๕ เรื่อง คือ

๑. ขอให้ภิกษุงดฉันเนื้อและปลาตลอดชีวิต ฉันแต่ผัก

๒. ขอให้ภิกษุอยู่ป่าตลอดชีวิต

๓. ขอให้ภิกษุถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต ไม่รับผ้าที่มีคน เขาถวาย”

“ผ้าบังสุกุลคืออะไรคะคุณตา” หนุงหนิงสงสัย

“คือผ้าที่เขาพันห่อศพตามป่าช้า พระต้องไปเอามาแล้วมาย้อมทำจีวร สมัยก่อนเขาทำกันอย่างนั้นนะหลาน ไม่ใช่ผ้าใหม่อย่างสมัยนี้”

“น่ากลัวนะคะคุณตา” หนุงหนิงทำท่ากลัวแล้วกอดอกอยู่ ตั้งใจฟังต่อไป

“ข้อ ๔. ขอให้ภิกษุฉันเฉพาะอาหารที่บิณฑบาตมาได้ ไม่ฉันอาหารที่มีผู้ถวาย

๕. ขอให้ภิกษุอยู่โคนไม้ ไม่เข้าที่ที่มีอะไรบังให้ ที่เขาขออย่างนี้ก็เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองเป็นคนเคร่งครัด

แต่พระพุทธเจ้าไม่ให้ตามที่ขอ ทรงตรัสว่าใครอยากทำข้อไหน อย่างไรก็ทำเถิด แต่จะให้ออกเป็นกฎนี่พระพุทธเจ้าไม่ทำ พระเทวทัตได้ที จึงบอกพวกภิกษุบวชใหม่ที่ยังไม่รู้อะไรมาก ให้ตามตัวเองไป ภิกษุเหล่านั้นก็ตามไป

พอได้บริวาร พระเทวทัตก็พาไปบิณฑบาต ในใจก็คิดจะทำให้สงฆ์แตกแยกกัน”

“ทำไมคิดแต่อะไรร้ายๆ เรื่อย” ดอกรักบ่น เขกหัวพะโล้ พะโล้ทำหน้าเศร้าตอบว่า “ไม่รู้”
 

“พระพุทธเจ้าทรงเตือนพระเทวทัตว่า การทำให้สงฆ์แตกแยกเป็นบาปหนักมาก แต่พระเทวทัตก็ไม่เชื่อ วันหนึ่งก็มาบอกกับพระอานนท์ว่า ตั้งแต่วันนี้ไป จะทำอุโบสถสังฆ-กรรมต่างหาก คือไม่รวมกับพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าทรงทราบก็ทรงสังเวช ทรงวิตกว่า พระเทวทัตทำกรรมอันเป็นเหตุให้ตกนรกเสียแล้ว กรรมอย่างนี้เป็นความย่อยยับของสัตว์โลก พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า

 

กรรมที่ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์ ทำได้ง่าย

กรรมที่ดี ที่เป็นประโยชน์ ทำได้ยาก

กรรมดี คนดีทำง่าย คนชั่วทำได้ยาก

กรรมชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย แต่พระอริยเจ้าไม่ทำเลย”

 

“แล้วพระเทวทัตตกนรกเลยหรือเปล่าครับ คุณตา” พะโล้ถาม ดอกแก้วหัวเราะ

“ไม่หรอก” คุณตาตอบ พะโล้หน้าชื่นขึ้นนิดหนึ่ง

“ตอนนี้ยัง อีกเดี๋ยว” พะโล้หน้าหุบลงอีก

“พระเทวทัตพาพระบวชใหม่กลุ่มนั้นไปตำบลคยาสีสะ แคว้นมคธ พระพุทธเจ้าทรงเป็นห่วงพระใหม่ เลยให้พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะไปตามกลับมา

พระเทวทัตเห็นพระสารีบุตรมา นึกว่าตามมาอยู่กับตัว ก็เลยนอนเล่นเย็นใจอยู่ ปล่อยให้พระสารีบุตรเทศน์พระใหม่ไป จนพระสารีบุตรพาพระใหม่กลับไปหมดแล้วก็ยังไม่รู้”

“อ้าว” ลูกแก้วหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “อะไร”

“สาวกคนสนิทของพระเทวทัตก็เข้าไปบอก นี่ รู้หรือเปล่า พระไปหมดแล้ว สาวกคนนั้นโมโหมาก เลยเอาเข่ากระแทกหน้าอกพระเทวทัตจนกระอักเลือด”

“อ๊ากกก...” ดอกรักจัดการพะโล้จนหงายหลัง พะโล้นอนยอมรับโทษแต่โดยดี ลูกแก้วเอามือกดหัวไว้

“ตอนนั้นพระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปสาวัตถีแล้ว ไปประทับอยู่ที่วัดเชตวัน

ฝ่ายพระเทวทัตโดนอัด เลยป่วย เสียใจมากด้วยเลยนอนซมไป ๙ เดือน ระหว่างที่นอนป่วยไป ก็คิดทบทวนความหลังไป เริ่มรู้สึกสำนึกผิดต่อพระพุทธเจ้า”

“สำนึกหรือยัง” ว่าวลอยบีบจมูกพะโล้ พะโล้พยักหน้าหงึกๆ พอหายใจไม่ออกมากเข้า ก็กวาดมือออกไป ปัดเด็กทั้งสามคนกระเด็นไปคนละทาง แล้วพะโล้ก็หายใจเฮือกใหญ่ๆ

“พระเทวทัตก็ขอให้ลูกศิษย์หามไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีใครยอมไป บอกว่าคนผูกเวรกับพระพุทธเจ้านี้ เราพาไปไม่ได้

พระเทวทัตก็อ้อนวอนบอกว่า เราผูกเวรในพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าไม่มีเวรต่อเราเลยแม้แต่ปลายผม จงพาเราไปเฝ้าเถอะ ก็เลยพากันหามไปทั้งเตียงเลย เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า”

เด็กสามคนเข้าไปหามพะโล้ พะโล้ชอบใจ

“พวกพระที่รู้ข่าวก็กราบทูลพระพุทธเจ้า ว่าเทวทัตเดินทางมา พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ในชาตินี้เทวทัตจะไม่ได้เห็นเราอีกเลย”

“ทำไมล่ะคะ คุณตาขา” หนุงหนิงจอมสงสัยดักถาม

“เพราะคนที่ขอพระพุทธเจ้า ๕ ประการแล้ว จะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าอีกเลย อันนี้เป็นเรื่องปกติ เหมือนฝนตกต้องเปียกอย่างนั้นแหละ ถ้าใครขอ ๕ อย่าง แบบพระเทวทัตก็จะไม่ได้พบพระพุทธเจ้าอีก”

“แต่พระเทวทัตกำลังมา” ลูกแก้วติง

“ใช่ ใครๆ ก็รู้สึกอย่างนั้น เลยเกิดโกลาหลเล็กๆ เพราะว่าคนอยากรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสบอก เลยมีการส่งข่าวกันเป็นระยะๆ ว่า พระเทวทัตมาถึงอำเภอนี้แล้ว มาถึงตำบลนี้แล้ว บอกกันทุกระยะเลย แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันอย่างเดิม จนจะมาถึงวัดอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า

แม้เทวทัตจะเข้ามาภายในวัดเชตวันแล้ว ก็จะไม่ได้เห็นเรา”

“โอ้โฮ ไม่รู้จะสงสารดีมั้ยเนี่ย” ลูกแก้วลูบหัวพะโล้

“พวกสาวกก็พาพระเทวทัตมา วางเตียงลงริมสระโบกขรณี แล้วก็พากันลงไปอาบน้ำในสระ

พระเทวทัตลุกขึ้นจากที่นอน นั่งห้อยเท้าลงบนพื้นดิน เท้าทั้งสองก็ค่อยๆ จมลงไปในดิน ถึงข้อเท้า ถึงเข่า ถึงเอว....”

พะโล้อ้าปากค้าง ดอกรักลุ้นคุณตาเล่า

“ถึงนม ถึงคอ พอเวลาที่กระดูกคางจรดพื้น พระเทว-ทัตก็พูดว่า

“พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงเป็นผู้เลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย เป็นผู้ชำนาญการฝึกคน ทรงมีพระจักษุรอบด้าน ทรงมีพระลักษณะอันสำเร็จมาจากบุญ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่าเป็นที่พึ่ง ขอถวายกระดูกคาง และลมหายใจครั้งสุดท้าย เป็นเครื่องสักการะแด่พระองค์”

แล้วพระเทวทัตก็จมดินไปเกิดในนรก ถูกไฟนรกไหม้อยู่ เคลื่อนไหวไม่ได้ เพราะทำร้ายพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ทุกข์ทรมานอยู่ในนรกนานแสนนาน”

พะโล้เป็นลม แล้วลุกขึ้นมาบอกว่า “พะโล้ไม่เป็นพระเทวทัตแล้ว พะโล้เป็นคนดีดีกว่า”

“พระพุทธเจ้าทรงยอมให้พระเทวทัตบวชตั้งแต่แรก ก็เพราะทรงเห็นว่า ตอนจบนี่พระเทวทัตจะขอถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ถ้าไม่ได้บวชเลย จะทำกรรมหนักกว่านี้ แม้จะทำกรรมหนักก็จริง แต่ก็ยังมีบุญอยู่บ้าง ต้องอีกแสนกัปข้างหน้า พระเทวทัตถึงจะได้ไปบำเพ็ญบุญต่อ จะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า อัฏฐิสสระ”

“พระปัจเจกพุทธเจ้าคืออะไรคะ คุณตาขา” หนุงหนิงส่งคำถาม

“พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็คือผู้ที่ตรัสรู้เอง เป็นพระอรหันต์ แต่ไม่ได้ตั้งศาสนา ไม่ได้สั่งสอนใครๆ แบบพระพุทธเจ้าของเราน่ะจ้ะ”

“ตอนนี้พระเทวทัตก็จมดินไปเรียบร้อยแล้ว” ลูกแก้วว่า คุณตาหันไปบอกว่า

“ไม่ใช่ชาตินี้เท่านั้นนะที่เทวทัตถูกแผ่นดินสูบ ชาติก่อนก็เคยถูกแผ่นดินสูบมาแล้วเหมือนกัน”

“เหรอคะ คุณตา โอ๊ย ทำไมถูกสูบบ่อยจัง”









โพสต์โดย: *ดาว
วันที่โพสต์: 29 ก.ย. 2007 เวลา 08:06

คุณตาหัวเราะ “สมัยหนึ่ง พระเทวทัตเคยเป็นนายพรานหลงป่ามา สมัยนั้นพระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นช้าง ช้างเจอนายพรานหลงป่า ก็ยกขึ้นหลังตัวเอง แล้วพาเดินไปส่งที่ปลอดภัย แต่ตอนหลังนายพรานกลับมาตัดงาช้าง ตั้ง ๓ ครั้งแน่ะ เลยถูกแผ่นดินสูบ”

“ม่ายไหว” พะโล้ส่ายหน้า ถอนใจเฮือกๆ

“ตอนพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบไป พวกชาวเมืองก็โห่ร้องดีใจ ยกธง พูดกันว่า ดีแล้วที่พระเทวทัตตายไป

พวกภิกษุเลยไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า ไม่ใช่เพียงเวลานี้เท่านั้น แม้ในสมัยก่อนเมื่อเทวทัตตาย ชาวเมืองก็ชอบใจร่าเริงเหมือนกัน”

“สมัยไหนอีกละครับคุณตา ลูกแก้วจะงงแล้วเนี่ย”

“สมัยหนึ่ง เทวทัตเคยเกิดเป็นเจ้าเมืองพาราณสี ชื่อพระเจ้าปิงคละ เป็นเจ้าเมืองที่ดุร้าย พอสวรรคต ผู้คนก็เลยดีใจ แต่มีนายประตูเมืองคนหนึ่งร้องไห้ เมื่อถามว่าเขารักเจ้าเมืองหรือ เขาก็ตอบว่า

พระราชาใจร้าย ข้าพเจ้าไม่ได้รัก แต่ที่ร้องไห้เพราะกลัวว่า เดี๋ยวไปเบียดเบียนพญามัจจุราช พญามัจจุราชรำคาญ จะพากลับมาส่งอีก ข้าพเจ้ากลัวเลยร้องไห้”

“โอ้ย จะเป็นลม อย่างนี้ก็มีด้วย” ว่าวลอยหัวเราะ พวกเด็กๆ พากันหัวเราะตามไปหมด

“เอ้า จบแล้ว จะมืดแล้ว ไปเข้าบ้านอาบน้ำ กินข้าวกันเถอะหลาน”

“คุณตาจะเล่านิทานอีกเมื่อไหร่คะ” หนุงหนิงจะจองคิว คุณตาหัวเราะเบาๆ

“เอาเถอะ มีโอกาสแล้วจะเล่าให้ฟังนะหลาน”

จบบริบูรณ์




พิมพ์หน้านี้ | Close Window

Bulletin Board Software by Web Wiz Forums version Dhamma - http://www.webwizforums.com
Copyright ©2001-2006 Web Wiz Guide - http://www.webwizguide.info