พิมพ์หน้านี้ | Close Window

พระอานนท์

Printed From: วัดเกาะ.คอม
หมวดหมู่: ศาสนธรรม
ชื่อ บอร์ด: นิทานธรรมะบันเทิง
คำอธิบาย บอร์ด: เรื่องเล่า แทรกสาระธรรม
URL: http://www.watkoh.com/kratoo//forum_posts.asp?TID=2369
Printed Date: 25 ต.ค. 2014 เวลา 10:27
Software Version: Web Wiz Forums Dhamma - http://www.webwizforums.com


หัวข้อ: พระอานนท์
โพสต์โดย: *ดาว
หัวข้อ: พระอานนท์
วันที่โพสต์: 29 ก.ย. 2007 เวลา 08:09
พระอานนท์

Admin

จากหนังสือธรรมะเอกเขนก (ขวัญ เพียงหทัย)

 

พอแดดร่มลมตก คุณตาก็เดินลงมานั่งที่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ที่ลานหน้าบ้าน หนุงหนิงหลานสาวตัวเล็กอ้วนกลมเดินตามมาติดๆ พร้อมกับว่าวลอย หนุงหนิงถามคุณตาว่า

“วันนี้คุณตาจะเล่านิทานมั้ยคะ”

พอคุณตาพยักหน้า ว่าวลอยก็วิ่งเตลิดไปเหมือนมดดําที่เพิ่งเจอน้ำตาลก้อนใหญ่ ใครไม่เคยเห็นต้องไปคอยสังเกตดูนะ

มดมันดีใจแล้วแสดงอาการดีใจเหมือนคนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเลย และก็เหมือนว่าวลอยตอนนี้ ว่าวลอยวิ่งไปร้องไป

“กะจ็องง็อง กะจ็องง็อง คุณตาจะเล่านิทานแล้ว อยู่ไหนกัน มาเร็วๆ กะจ็องง็อง กะจ็องง็อง”

คุณตานั่งหัวเราะ หนุงหนิงนั่งจองที่ใกล้ๆ คุณตา ไม่นานเด็กๆ ก็พากันวิ่งมา นั่งแปะลงข้างหน้าคุณตา ถามกันเซ็งแซ่ว่าวันนี้คุณตาจะเล่าเรื่องอะไร

“จะเล่าเรื่องพระอานนท์” คุณตาตอบอย่างอารมณ์ดี

“พระอานนท์หนายคะ” หนุงหนิงถาม

“พระอานนท์เป็นพระญาติผู้น้องของพระพุทธเจ้า เป็นเลขาส่วนตัวของพระพุทธเจ้าด้วย เป็นคนที่จําอะไรแม่นมาก พระพุทธเจ้าเทศน์ใครที่ไหน เทศน์ว่ายังไงพระอานนท์จําได้หมด”

“ไม่เหมือนพะโล้เลย พะโล้จําอะไรไม่ค่อยได้” ว่าวลอยผลักเพื่อนเบาๆ อย่างหยอกล้อ พะโล้หัวเราะแหะ แหะ

“ใครจําเรื่องพระเทวทัตที่เล่าให้ฟังวันก่อนได้มั่ง” คุณตาถาม เด็กๆ พากันยกมือ ยกเว้นพะโล้

“มีตอนที่พระเทวทัตขอให้พระเจ้าอชาตศัตรูปล่อยช้างมาทําร้ายพระพุทธเจ้าช้างชื่อนาฬาคิรี เขาทํายังไงกับช้าง มอมเหล้าช้างใช่มั้ย ตามธรรมดาถ้าเขาจะมอมเหล้าช้าง เขาจะให้มันกินเหล้า ๘ หม้อ นี่พระเทวทัตให้กินเหล้า ๑๖ หม้อเลย เป็นไงล่ะ ช้างก็เมามากซีใช่มั้ย พะโล้”

พะโล้พาพุงอ้วนๆ ลุกขึ้น ทําท่าช้างเมา ดอกรักลุกขึ้นไปปล้ำกับช้างเมา

“แล้วไม่มีใครไปบอกพระพุทธเจ้าหรือคะ คุณตาขา” หนุงหนิงถามคุณตา

“มีข่าวออกไปตั้งแต่กลางคืนนั้นแล้วล่ะจ้ะ หนุงหนิง ใครๆ ก็พากันเป็นห่วง และห้ามพระพุทธเจ้า ไม่อยากให้เสด็จออกบิณฑบาตตอนเช้า แต่พระพุทธเจ้านิ่งเฉยเสีย พอเช้าก็เสด็จออกไปบิณฑบาต

ชาวบ้านก็มาตามดูกันนะ ปีนรั้วปีนกําแพง ปีนต้นไม้ดูกันใหญ่ พอเห็นช้างมา เอ้า ช้างมานี่”

คุณตาเรียกพะโล้ บอกให้ดอกรักกอดเอวพะโล้ไว้ทางข้างหลัง เป็นขาหลังของช้าง ช้างพะโล้ดอกรักก็เดินมา หัวส่ายไปมาทําท่าเมามาก พอเซแซดๆ ไปดอกรักก็เลยหลุดมือล้มลง คุณตาร้อง

        “เอ้า ขาหลังหลุดไปแล้ว มาต่อใหม่”

ดอกรักเข้าไปกอดพะโล้อีก คุณตาให้ว่าวลอยเป็นพระอานนท์ยืนขวางทางช้างอยู่ และให้ลูกแก้วยืนข้างหลังเป็นพระพุทธเจ้า พลางเล่าว่า

“พอช้างมาถึง พระอานนท์ก็ยืนออกหน้าขวางไว้ ยอมตายแทนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าห้าม ๓ ครั้ง ก็ไม่ยอมเชื่อ พอช้างใกล้เข้ามา พระพุทธเจ้าจึงบันดาลด้วยฤทธิ์ ให้พระอานนท์ไปอยู่ข้างหลังพระพุทธเจ้า”

“เอ้า ว่าวลอยวิ่งไปอยู่ข้างหลังลูกแก้วสิ” หนุงหนิง กํากับ คุณตาบรรยายต่อ

“พระพุทธเจ้าทรงแผ่พระเมตตาไปให้ช้างนาฬาคิรี”

ลูกแก้วยื่นมือออกไป ทําท่าแผ่เมตตา

“ช้างที่เมาๆ อยู่ ก็หมอบลง ไม่ได้ทําร้ายพระพุทธเจ้า เอ้า ช้างหมอบ”

พะโล้ลงนอน มีดอกรักกองอยู่บนตัว

“พระพุทธเจ้าทรงให้โอวาทช้างว่า ชาตินี้เกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะบาปกรรมที่เคยทํามา ชาตินี้อย่าได้ทําบาปกรรมอะไรอีกเลย ช้างก็เชื่องลง ต่อมาก็กลายเป็นช้างมีศีล”

พะโล้ไล่ดอกรักให้ลุกออกไป แล้วลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ

“ทําไมพระอานนท์ไม่กลัวตายคะ คุณตา” หนุงหนิงถาม คุณตาลูบหัวหลานสาว

“เพราะพระอานนท์ท่านรักพระพุทธเจ้ามาก ยอมตายแทนพระพุทธเจ้าได้ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้นะ ชาติก่อน พระอานนท์ก็เคยจะตายแทนพระพุทธเจ้าเหมือนกัน”

“คุณตาเล่าเรื่องชาติก่อนสิครับ” พะโล้พูดด้วยเสียงอ้วนๆ

“ชาติก่อน ท่านเกิดเป็นหงส์กัน มีบริวารมาก อาศัยอยู่ที่ถ้ำบนภูเขาคิชฌกูฏ พระพุทธเจ้าเกิดเป็น พญาหงส์ชื่อธตรฐ ส่วนพระอานนท์เป็นหงส์ชื่อสุมุข พวกหงส์นี่เขาไม่ค่อยมาแถวถิ่นที่มีคนอยู่ เพราะมีอันตราย มีนายพรานจะคอยจับนกรู้มั้ย”

พะโล้ล็อกคอว่าวลอย

“วันหนึ่ง บริวาร 2-3 ตัวก็แอบไปที่สระบัวหลวงชื่อว่า สระมานุสิยะ อยู่ใกล้ๆ เมืองสาตละ ในแคว้นมหัสกะ เป็นสระที่อาหารอุดมสมบูรณ์มาก เป็นสระที่สวยงามกว้างใหญ่ มีนกมาหากินเยอะแยะไปหมด

ทีนี้พอบริวารไปมาหนหนึ่งแล้ว พากันมาอ้อนวอนพญาหงส์ขอให้พาพรรคพวกไปอีก พญาหงส์ห้ามแล้วห้ามอีก บริวารก็อ้อนวอนอยู่นั่นเอง เลยต้องพาไป”

ดอกรักลุกขึ้นกางแขนบินไปบินมา

“พอร่อนลงเท่านั้นแหละ พญาหงส์ก็ติดบ่วงนายพราน”

ดอกรักรีบนั่งลงเลย ตอนนี้ไม่เอา ไม่ชอบ

“พญาหงส์ก็ดิ้นจะดึงบ่วงให้ขาด เลยดึงขาแรงๆ ครั้งแรกหนังถลอก ครั้งที่ ๒ เนื้อขาด ครั้งที่ ๓ เอ็นขาด ครั้งที่ ๔ บ่วงกินลึกถึงกระดูก เลือดไหลมาก เจ็บสาหัส”

หนุงหนิงลุกขึ้นมากอดคุณตาไว้ นั่งแปะลงที่ตักคุณตา เด็กๆนั่งกันเงียบ

         “พญาหงส์คิดว่า ถ้าตัวเองร้องขึ้นว่าติดบ่วง ติดบ่วง พวกลูกน้องบริวารก็จะรีบบินหนีกันใหญ่ แต่ทีนี้ยังกินกันไม่อิ่ม ไม่มีแรงบินถึงถ้ำ คงจะไปตกทะเลตายกลางทาง พญาหงส์จึงยังไม่ร้อง พอกะว่าลูกน้องกินอิ่มเรียบร้อยแล้วก็เลยร้องขึ้น พวกลูกน้องก็รีบบินหนีไปหมดเลย”

“อ้าว แล้วไม่มีใครช่วยพญาหงส์เลยหรือคะ คุณตา” หนุงหนิงต่อว่า

“ไม่มีหรอก ไปหมดเลย สุมุขก็ไปด้วย”

“อ้าว” พะโล้ร้อง “ไหนว่ารักกัน”

“สุมุขไม่รู้” คุณตาตอบ “แต่พอบินไปๆ สงสัย เอ๊ะ ใครนะที่ติดบ่วง บินวนหาพญาหงส์ก็ไม่เจอ เลยบินกลับไปที่สระอีก เจอพญาหงส์ติดบ่วงอยู่ เลยเข้าไปยืนใกล้ๆ แล้วปลอบว่าอย่ากลัวเลย ตัวเองจะสละชีวิตแทนถ้านายพรานมา”

พะโล้ลูบหัวดอกรัก ตบเบาๆ ดอกรักสะอื้นฮักๆ

“พญาหงส์บอกว่า ขอให้สุมุขไปเถอะ จะมาอยู่ทําไม เราติดบ่วงอยู่อย่างนี้ ความเป็นเพื่อนจะมีประโยชน์อะไร

สุมุขบอกว่า จะอยู่หรือไป ก็ต้องตายอยู่ดี จริงมั้ยหลานๆ เกิดมาแล้วก็ต้องตายอยู่ดี เมื่อท่านมีความสุข ข้าพเจ้าอยู่ใกล้ๆ เมื่อท่านมีความทุกข์ ข้าพเจ้าจะจากไปได้ยังไง การตายพร้อมกับท่านย่อมดีกว่าการอยู่โดยไม่มีท่าน”

ดอกรักลุกขึ้นนั่งตักพะโล้ พะโล้กอดดอกรักไว้กลม ว่าวลอยลุกขึ้นไปนั่งทับอีกคน แต่พะโล้เอาปลายนิ้วเขี่ยๆ ว่าวลอยออกไป ดอกรักส่งเสียงชู่ว์ ชู่ว์ เบาๆ กระดิกปลายนิ้วไล่

“พญาหงส์บอกว่า ตัวเราจะมีอะไร นอกจากเข้าโรงครัว ท่านมาตายกับเรามีประโยชน์อะไร มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะมาสละชีวิตอย่างนี้

สุมุขบอกว่า เราคิดถึงความภักดีในท่าน จึงไม่เสียดายชีวิต ธรรมดาเพื่อนกัน ถ้าเป็นผู้มีธรรมะ ไม่ควรทอดทิ้งกันยามทุกข์ แม้จะต้องตายก็ตาม

พญาหงส์ตอบว่า ท่านมีธรรมะดีแล้ว ข้าพเจ้าเห็นความภักดีของท่านแล้ว เราขอร้องให้ไปเสียเถอะ ช่วยดูแลบริวารด้วย

ทีนี้นายพรานก็มา เห็นหงส์ตัวหนึ่งติดบ่วง อีกตัวหนึ่งไม่ติดบ่วง ทําไมมายืนอยู่ด้วยกัน ไม่บินหนีไปจึงถามสุมุข”

“คนกับนกพูดกันรู้เรื่องเหรอคะ คุณตา” หนุงหนิงถาม คุณตาหัวเราะเบาๆ

“ในนิทานก็ต้องพูดกันได้สิหลาน”

“ไม่เคยดูการ์ตูนรึไง” ลูกแก้วถาม หนุงหนิงไม่ตอบ

“สุมุขก็บอกว่า พญาหงส์เป็นนาย ทิ้งไปไม่ได้ นายพรานบอกว่า ทําไมเป็นถึงพญาหงส์ น่าจะฉลาด มาติดบ่วงได้ยังไง สุมุขตอบว่า เวลาที่เคราะห์กรรมมาถึง ก็ทําให้ไม่เห็นบ่วง แล้วอ้อนวอนนายพรานว่า ขอให้ปล่อยไปทั้งสองตัว เพราะฆ่าไปก็กินได้แค่มื้อสองมื้อ หรือถ้าขายก็ได้เงินนิดเดียว แต่ถ้าปล่อยไปจะได้บุญมาก”

“แล้วเขาปล่อยมั้ยครับคุณตา” ลูกแก้วถาม

“เขาอยากปล่อยอยู่แล้วล่ะ เขาชอบสุมุข แต่แกล้งลองใจ บอกว่าตัวเองไม่ได้ติดบ่วงก็บินไปเสียซิ แต่สุมุขไม่ไป บอกถ้าพญาหงส์ตาย ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่เหมือนกัน ถ้านายพรานต้องการหงส์ตัวเดียว ให้เอาตัวเราแทน แล้วปล่อยพญาหงส์ไป







ตอบกลับ:
โพสต์โดย: *ดาว
วันที่โพสต์: 29 ก.ย. 2007 เวลา 08:12

นายพรานชมสุมุขว่า เพื่อนอย่างนี้หายาก แล้วก็ปล่อยพญาหงส์ไป

แต่สุมุขก็ดีนะ ยังเป็นห่วงนายพรานว่าไม่ได้อะไรเลย อดขายอดกินเนื้อหงส์ เลยขอให้นายพรานพาไปเฝ้าพระราชา พระราชาทรงทราบเรื่องแล้วก็พระราชทานเงินทองให้นายพรานพอเลี้ยงตัวไปตลอดชีวิต”

“โอ้โห สบายไปเลย” ว่าวลอยตบมือ

หนุงหนิงวิ่งไปเอาน้ำมาให้คุณตา พร้อมกับขนมมาแจกทุกคน พลางรบเร้า “คุณตาเล่าอีกค่ะ”

คุณตาจึงเล่าเรื่องพระอานนท์อีก

“พระอานนท์ได้รับอาราธนาให้ไปสอนธรรมแก่มเหสี และพระสนมของพระเจ้าปเสนทิโกศล

วันหนึ่งพระราชาก็ถวายผ้าเนื้อดีราคา ๑,๐๐๐ กหาปณะ ถวายให้พระอานนท์ ๑,๐๐๐ ผืน ต่อมาพระราชาก็พระราชทานผ้าเนื้อดีแก่มเหสี ราชเทวีทั้งหลาย องค์ละ ๕๐๐ ผืนด้วย”

ดอกรักเป็นลม “ทําไมเยอะนักล่ะครับคุณตา พระมเหสีจะเอาไปทําอะไรตั้งเยอะแยะ”

“เอาไปนุ่งซียะ ถามได้” หนุงหนิงค้อนให้

“อย่าขัด อย่าขัด” ลูกแก้วโวยเบาๆ

คุณตาเล่าต่อไป

“พระเทวีเหล่านั้น ฟังธรรมพระอานนท์แล้วเลื่อมใส ถวายผ้าให้พระอานนท์หมดเลย”

“พะโล้จะเอาไปขายร้านป้ามาลัย คงได้หลายตังค์” พะโล้เอานิ้วเคาะคาง

“พวกราชเทวีทั้งหลาย เวลาไปเฝ้าพระราชา สวมผ้าเก่าไป พระราชาถามว่า ทําไมให้ผ้าใหม่แล้วไม่ใช้ ก็ทูลว่าถวายพระอานนท์ไปหมดแล้ว

พระราชาพิโรธ รู้จักมั้ย คุณตาถาม เด็กๆ พากันพยักหน้า ว่าวลอยตอบ “แปลว่าโกรธ ผมดูในละครทีวี”

คุณตายิ้ม พยักหน้า

“พระราชาก็เลยไปหาพระอานนท์ ถามว่าพวกผู้หญิงเขายังเรียนธรรมอยู่หรือ พระอานนท์ตอบว่า ยังเรียนอยู่ พระราชาถามว่า เรียนอย่างเดียวหรือถวายผ้าด้วย ท่านตอบว่า ถวายผ้าด้วย วันนี้ถวายมา ๕๐๐ ผืน

ท่านรับไว้หมดหรือ

รับไว้ทั้งหมด มหาบพิตร”

คุณตาทําเสียง ๒ เสียง เสียงหนึ่งเป็นเสียงพระราชา อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงพระอานนท์

“พระพุทธเจ้าบัญญัติให้ภิกษุใช้ผ้า ๓ ผืนเท่านั้นไม่ใช่หรือ ?

ถูกแล้วมหาบพิตร แต่ไม่ทรงห้ามการรับ อาตมารับไว้เพื่อภิกษุอื่นที่จีวรเก่าแล้ว

ภิกษุเอาจีวรเก่าไปทําอะไร ?

เอาไปทําผ้าปูนั่ง มหาบพิตร

ผ้าปูนั่งเก่าเอาไปทําอะไร ?

ทําผ้าเช็ดเท้า มหาบพิตร

ผ้าเช็ดเท้าเก่าเอาไปทําอะไร ?

เอามีดสับผ้าเช็ดเท้าเก่าแล้วเคล้ากับดินเหนียว ฉาบผนังที่อยู่ มหาบพิตร

ของที่ถวายไม่ได้สูญเปล่าเลยหรือ ?

ไม่สูญเปล่าเลย มหาบพิตร ของที่ถวายด้วยศรัทธา ภิกษุจะทําเสียหายไม่ได้ ต้องทําให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุด”

“โอ้โห จริงๆ หรือคะคุณตา” หนุงหนิงถาม แล้วกินขนมต่อ

“เสื้อผมยังไม่เก่า” พะโล้จับเสื้อดูไปมา

“แล้วพระอานนท์ทํายังไงอีกครับ” ดอกรักอยากฟังต่อ

“พระราชาชอบใจคําตอบพระอานนท์เลยถวายผ้ามาอีก ๕๐๐ ผืน

๕๐๐ ผืน ชุดแรกที่พวกมเหสีให้มา พระอานนท์ก็แจกให้พระที่จีวรเก่าแล้วทั้งหมด ส่วนผ้า ๕๐๐ ผืนที่พระราชาถวาย พระอานนท์ให้กับลูกศิษย์ที่คอยอุปัฏฐากดูแลท่านอยู่องค์เดียวเลย”

“อุปัฏฐากยังไงคะ” หนุงหนิงถาม

“ก็คือดูแลน้ำฉันน้ำใช้ ถวายไม้สีฟัน น้ำล้างหน้า ดูแลห้องน้ำห้องส้วม จุดไฟดับไฟให้ ทําความสะอาดกุฏิให้ นวดมือนวดเท้าให้ ทําหมดแหละจ้ะ” คุณตาอธิบาย

“ภิกษุองค์นั้นก็เอาไปแจกเพื่อนๆ จนหมดเลยเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนใจดี มีน้ำใจ แต่ภิกษุเพื่อนๆ พอรับผ้าไปแล้ว เอาไปทําจีวร เสร็จแล้วห่มไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลถามว่า ภิกษุเป็นโสดาบันแล้ว ยังให้เพราะเห็นแก่หน้าใครสักคนอยู่หรือ”

“พระอานนท์เป็นโสดาบันหรือครับ” พะโล้ถาม

“ใช่ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ทําไมถึงถามกันอย่างนี้ พวกภิกษุทูลว่า พระอานนท์ให้ผ้าทั้งหมดกับภิกษุรูปเดียวแทนที่จะแจกจ่ายให้ทุกคน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ที่พระอานนท์ทําอย่างนั้น เพื่อเป็นการยกย่องในความที่ลูกศิษย์คนนี้มีอุปการะคอยช่วยเหลือเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งของคนที่เป็นอาจารย์”


พวกเด็กๆ เริ่มเปลี่ยนองศาจาก ๙๐ องศา เป็น ๑๘๐ องศา คือ ค่อยทอดกายลงกอดก่ายกัน ขนมอร่อยทําให้เพลิน ตาปรือ

คุณตาเอ่ยว่า “เรื่องการรู้จักสํานึกในอุปการะของคนอื่นและให้การตอบแทนนี่เป็นสิ่งที่ดี หลานๆควรจะทําตามนะ ใครมีบุญคุณกับเรา เราต้องตอบแทนจึงจะเป็นคนกตัญญู มีนิทานเล่าว่า...”

ประโยคสุดท้ายของคุณตาดึงหนังตาที่เริ่มหย่อนให้ตึงขึ้น ทุกคนลุกขึ้นนั่งใหม่ ยกเว้นพะโล้

“มีราชสีห์ตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในถ้ำบนภูเขา วันหนึ่งก็มองลงไปที่สระใหญ่ข้างล่าง
เห็นมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยเล็มหญ้าอยู่ มีเนื้อตัวหนึ่งด้วย

ราชสีห์เห็นเนื้อแล้วอยากกิน เลยวิ่งกระโจนลงจากภูเขาอย่างเร็วทีเดียว เนื้อก็วิ่งหนีไปเต็มที่เหมือนกัน ก็หนีได้ แต่ราชสีห์วิ่งมาเร็ว เบรกไม่อยู่ เลยตกลงไปในเลน แล้วขึ้นไม่ได้ ยืนอยู่อย่างนั้นอดอาหารไป ๗ วัน”

ดอกรักลุกขึ้นพลิกตัวพะโล้ที่นอนหงายอยู่ให้นอนคว่ำ

ว่าวลอยขึ้นไปนั่งบนหลังพะโล้ บอกว่า “นี่แน่ะราชสีห์ ลุกขึ้นไม่ได้แล้ว” พะโล้ไม่ว่าอะไร

“ตอนนั้นมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งผ่านมา เห็นราชสีห์ก็ต๊กกะใจ” คุณตาทําท่าตกใจ หนุงหนิงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ

ดอกรักทําท่าตกใจใส่พะโล้

“ราชสีห์ก็ขอให้สุนัขจิ้งจอกช่วย สุนัขจิ้งจอกบอกว่าถ้าช่วยแล้ว สงสัยถูกจับกินแหง ไม่เอา ไม่ช่วย ราชสีห์ก็รับรองว่าไม่กินหรอก จะตอบแทนบุญคุณ ช่วยเราด้วยเถิด”

ดอกรักยื่นหน้าเข้าไปชิดหน้าพะโล้ พะโล้ทําหน้าเศร้าๆ ร้องว่าช่วยด้วย

“สุนัขจิ้งจอกเลยคุ้ยเลนรอบๆ ขาราชสีห์ ขุดน้ำให้ไหลเข้ามา พอเลนเหลว มุดเข้าไปใต้ท้องราชสีห์ ดันท้องให้ราชสีห์ตะกายขึ้นจากเลน”

ดอกรักกับว่าวลอย ช่วยกันเอาหัวดันท้องพะโล้ แต่ยกไม่ขึ้น

“ราชสีห์วิ่งขึ้นจากเลนไปได้ แล้วลงสระล้างโคลน อาบน้ำ พอสบายแล้วก็ไปจับควายได้ตัวหนึ่ง เอาเขี้ยวฉีกเนื้อให้สุนัขจิ้งจอก

สุนัขจิ้งจอกคาบไปวางไว้ ไม่กิน บอกจะเอาไปฝากแฟนที่บ้าน ราชสีห์เลยคาบไปวางไว้ชิ้นหนึ่งเหมือนกัน จะเอาไปฝากแฟนมั่ง เสร็จแล้วสองตัวก็กินกันจนอิ่มแปล้

จากนั้นก็พากันไปบ้านสุนัขจิ้งจอก แล้วเลยชวนทั้งครอบครัวขึ้นไปอยู่ในถ้ำบนภูเขาด้วยกัน”

ดอกรักกับว่าวลอยเลิกดัน เพราะเหนื่อย ต่างคนต่างนอนเอาหัวพาดหลังพะโล้ที่ยังนอนคว่ำอยู่







โพสต์โดย: *ดาว
วันที่โพสต์: 29 ก.ย. 2007 เวลา 08:13

“วันเวลาผ่านไป นางสิงห์ก็คิดว่า เอ๊ ทําไมสุนัขจิ้งจอกมาอยู่นานนัก ทําไมผัวเราเอาใจแม่สุนัขจิ้งจอกกับลูกๆนัก ต้องไล่ไปเสีย

พอราชสีห์กับสุนัขจิ้งจอกออกไปหากิน นางสิงห์ก็ไปไล่นางสุนัขจิ้งจอกว่าอยู่ทําไมนานนัก ไม่ไปที่อื่นบ้าง พวกลูกนางสิงห์ก็ขู่ลูกนางสุนัขจิ้งจอกเหมือนกัน”

ดอกรักกับว่าวลอยทําเสียงขู่เหมือนแมวเบาๆ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนท่าจากเดิม

“พอสุนัขจิ้งจอกกลับมา นางเมียฟ้องว่าโดนข่มขู่

สุนัขจิ้งจอกก็ไปบอกราชสีห์ว่าเมียท่านมาขู่เมียเรานะ ถ้าอยากให้ไปก็บอกกันดีๆ ก็ได้

ราชสีห์ไม่รู้เรื่อง ไปถามนางสิงห์ นางสิงห์ยอมรับว่าจริง

ราชสีห์เลยเล่าเรื่องที่สุนัขจิ้งจอกเคยช่วยชีวิตไว้ครั้งนั้นให้ฟัง ถ้าไม่ช่วยไว้ ตัวเองคงจะอดอาหารยืนตายอยู่ตรงนี้แหละ

นางสิงห์พอรู้เรื่องก็ขอโทษ แล้วสัตว์ทั้งสองครอบครัวก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดมา”

“ดีจังเลยค่ะ คุณตา หนุงหนิงชอบ น่ารัก” หนุงหนิงพูดเจื้อยแจ้ว ลูกแก้วบอกว่าชอบเหมือนกัน สนุกดี ในขณะที่อีกสามคนหลับไปแล้ว

คุณตาสอนว่า “ฟังนิทานแล้ว ก็ต้องจําไว้สอนตัวเองนะหลาน จะได้มีประโยชน์ ไม่ใช่ฟังเอาสนุกๆ อย่างเดียว” แล้วคุณตาก็ลูบหัวหนุงหนิงด้วยความเอ็นดู

จบบริบูรณ์




พิมพ์หน้านี้ | Close Window

Bulletin Board Software by Web Wiz Forums version Dhamma - http://www.webwizforums.com
Copyright ©2001-2006 Web Wiz Guide - http://www.webwizguide.info